Please update your Flash Player to view content.
หน้าหลัก ประวัติความเป็นมา

หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ

argaiv1146

 

            ประวัติความเป็นมา

 

                    ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ กองกำลังทางเรือของทั้งฝ่ายพันธมิตรและฝ่ายอักษะ ต่างก็ได้ส่งหน่วยรบพิเศษซึ่งเป็นหน่วยรบขนาดเล็กที่ได้รับการฝึก ให้มีขีดความสามารถเหนือทหารทั่วไปเข้าปฏิบัติการทำลายกองเรือและสถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายตรงข้าม ทำการก่อวินาศกรรมและปฏิบัติการลับอื่นๆ ซึ่งผลการปฏิบัติของแต่ละฝ่ายต่างก็สร้างความเสียหายให้กับฝ่ายตรงข้ามเป็นอย่างมาก แม้ว่าสงครามจะสิ้นสุดลงแล้วแต่ภารกิจของหน่วยรบพิเศษก็ไม่ได้จบสิ้นไปด้วย ตรงกันข้ามกลับได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านองค์บุคคล องค์วัตถุและองค์ยุทธวิธี  สำหรับประเทศไทย ในปี พ.ศ.๒๔๙๕ กระทรวงกลาโหม ได้มีความคิดที่จะจัดตั้งหน่วยทำลายใต้น้ำขึ้น และได้เชิญผู้แทนเหล่าทัพกับกรมตำรวจไปประชุม เรื่อง การจัดตั้งหน่วยฝึกว่ายน้ำ ร่วมกับ จนท.ทร.สหรัฐฯ ประจำหน่วย MAAG [ MILITARY ASSISTANCE  ADVISORY GROUP ] การประชุมคราวนั้นที่ประชุมมีมติให้ กองทัพเรือ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการจัดตั้งหน่วยฝึก และจากการหารือระหว่าง กองทัพเรือ กับ MAAG ซึ่งได้แนวความคิดในการจัดตั้งหน่วยฝึก ดังนี้

          ๑. การฝึกของหน่วยฝึกว่ายน้ำนี้ หมายรวมถึงการฝึกของหน่วย UDT ด้วย [UNDERWARTER DEMOLITION TEAM ]

          ๒. ผู้รับการฝึกจัดจากเหล่าทัพและกรมตำรวจ ดังนี้  ทร.๓๐ นาย   ทบ.๑๐ นาย  ตร.๑๐ นาย ( ทอ.ปฏิเสธไม่ส่งคนเข้าร่วมฝึก )

          ๓. MAAG จะจัดนายทหาร ๒ นาย และจ่า ๒ นาย มาเป็นครูฝึก

          ๔. MAAG จะจัดยุทโธปกรณ์การฝึกให้เพียงพอกับการฝึก

          ๕. พื้นที่การฝึกบริเวณอ่าวสัตหีบ

          ๖. ควรให้ ร.อ.ปลั่ง  สมิตเมฆ  เป็น หน.หน่วยฝึก เนื่องจากเป็นผู้ที่เคยผ่านการฝึกหลักสูตร COMMANDO ของอังกฤษมาก่อน

                    ในวันที่ ๑๓ มิ.ย.๙๕ กองทัพเรือจึงอนุมัติให้ดำเนินการฝึกและอบรม หน่วยทำลายใต้น้ำตามแนวความคิดข้างต้น โดยจะเริ่มทำการฝึกได้ใน ๑ ส.ค.๙๕ จุดนี้จึงนับว่าเป็นการปฏิบัติเริ่มแรกในการจัดตั้งหน่วยทำลายใต้น้ำของกองทัพเรือนั่นเอง แต่ต่อมา กองทัพเรือ ได้ยกเลิกการฝึกเนื่องจากครูผู้สอนฝ่ายอเมริกันยังไม่พร้อม จึงให้ระงับการฝึกไว้ชั่วคราวและให้ผู้เข้ารับการฝึกที่เตรียมไว้กลับคืนสังกัดเดิม แนวความคิดการจัดตั้งหน่วยทำลายใต้น้ำของ กองทัพเรือ โดยอาศัยความร่วมมือจากฝ่าย MAAG จึงยังไม่ปรากฏเป็นรูปธรรม  ต่อมาในต้นปี พ.ศ.๒๔๙๖ บริษัท SEA  SUPPLY  ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือแก่กรมตำรวจในขณะนั้น ได้เสนอให้การสนับสนุนการฝึกด้านการทำลายใต้น้ำให้กับกำลังพลของ กองทัพเรือ และ กรมตำรวจ ซึ่งผ่านการฝึกโดดร่มมาแล้ว การสนับสนุนครั้งนี้ทางบริษัทขอให้ กองทัพเรือ และกรมตำรวจ ปิดเป็นความลับด้วยเหตุผลบางประการ ซึ่ง กองทัพเรือ ให้ความเห็นชอบและมีคำสั่งให้ข้าราชการสังกัด กองทัพเรือ จำนวน ๗ นาย ร่วมกับข้าราชการสังกัดกรมตำรวจ ๗ นาย ไปเข้ารับการฝึกดังกล่าว  สำหรับสถานที่ฝึกคือเกาะไซปัน (ข้อมูลจากบทความของ พล.ร.ท.พัน  รักษ์แก้ว ) ระยะเวลาในการฝึก ๑๑ สัปดาห์  ทหารเรือ ๗ นาย ที่เดินทางไปฝึกหลักสูตรดังกล่าว ประกอบด้วย ( ยศในขณะนั้น )

          ๑. เรือโท ญงสุข   สุนทรนาค

          ๒. เรือโท  วิสนุ   ปราบศากุน

          ๓. เรือโท มนตรี  ประเทืองมาศ

          ๔. พันจ่าโท หาญ   สกุลแก้ว

          ๕. พันจ่าโท หาญ   บันเทิงจิตต์

          ๖. พันจ่าโท สุรพล   พึ่งสังข์

           ๗. พันจ่าตรี วงศา   เหมะธร

OLD1

                    ภายหลังการฝึกประมาณ ๑๑ สัปดาห์ที่เกาะไซปัน มนุษย์กบกลุ่มแรกของเมืองไทยก็บินกลับสู่ประเทศไทย  ทหารเรือที่ผ่านการฝึกที่เกาะไซปัน จำนวน ๗ นาย จึงมีจำนวนน้อยเกินไปที่จะจัดตั้งเป็นหน่วยงานหรือทำงานได้ กองเรือยุทธการ จึงเสนอขอ  กองทัพเรือ จัดตั้งหน่วยฝึกและอบรมหน่วยทำลายใต้น้ำขึ้น เมื่อ ๒๔ พ.ย.๒๔๙๖ โดยมี ร.ท.วิสนุ  ปราบศากุน เป็น หน.หน่วยฝึก มีทหารอเมริกันและผู้ที่ผ่านการฝึกจากต่างประเทศมาแล้วเป็นครูฝึก โดยมีพื้นที่การฝึกที่ อ.สัตหีบ ระยะเวลาในการฝึกประมาณ ๒ เดือน       ในรุ่นแรกนี้มีข้าราชการสังกัด กองทัพเรือ สมัครเข้ารับการฝึก จำนวน ๖๒ นาย มีผู้ผ่านการตรวจสุขภาพและผ่านการตรวจคุณสมบัติต่างๆ และได้รับการคัดเลือกเข้าฝึกอบรม จำนวน ๑๔ นาย รุ่นของการฝึกนี้นับเป็นนักทำลายใต้น้ำ รุ่นที่ ๑ สำหรับผู้ที่ฝึกมาจากเกาะไซปัน นับเป็นรุ่น ศูนย์ หรือ รุ่น โอ ( o )

OLD2

                     ป็นอันว่า กองทัพเรือ มีกำลังพลที่สำเร็จการฝึกการทำลายใต้น้ำทั้งจากต่างประเทศและในประเทศรวมแล้ว ๒๑ นาย แต่กำลังพลเหล่านี้ก็ยังถือว่าเป็นผู้ที่ผ่านการฝึกเพียงขั้นต้นเท่านั้น  กองเรือยุทธการ จึงขออนุมัติ กองทัพเรือ ส่งผู้ที่ผ่านการฝึกชั้นต้น จำนวน ๑๖ นาย ไปฝึกชั้นสูง [ ADVANCE COURSE ] ที่เกาะไซปันอีกครั้งหนึ่ง โดยความช่วยเหลืออย่างลับๆ ของบริษัท SEA  SUPPLY  นับตั้งแต่การเดินทางออกจากประเทศอย่างลับๆ ฝึกอย่างลับๆ และเดินทางกลับอย่างลับๆ โดยมี ร.ท.วิสนุ   ปราบศากุน เป็น หน.คณะ  การฝึกในครั้งนี้หัวข้อการฝึกส่วนใหญ่จะเป็นการฝึกปฏิบัติงานทางลับ ประกอบด้วย การรบในป่า  การรบแบบกองโจร  การก่อวินาศกรรม การลอบสังหารบุคคลสำคัญ  การรับส่งบุคคลทั้งทางอากาศและทางทะเล การซุกซ่อนบุคคลเดินทาง  การข่าว การยิงอาวุธประจำกาย ทางยุทธวิธี และการซุ่มยิง  การใช้วัตถุระเบิดทั้งบนบกและใต้น้ำ ฯลฯ การฝึกใช้ระยะเวลาประมาณ ๘ สัปดาห์  คณะดังกล่าวเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อ ๑๕ พ.ย.๙๗
 

visanu

                    การจัดตั้งหน่วยทำลายใต้น้ำ     เมื่อ กองทัพเรือ มีกำลังพลที่ได้รับการฝึกให้มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการลักษณะพิเศษชั้นสูง ๑๖ นาย และชั้นต้น ๕ นาย รวม ๒๑ นาย ซึ่งกำลังพลทั้ง ๒๑ นาย ได้พักพิงอยู่ที่ ร.ล.ท่าจีน ที่ถูกลูกระเบิดเสียหายจากสงครามโลก และเทียบท่าสะพานแหลมธูปสัตหีบ เป็นทั้งแหล่งทำงาน แหล่งฝึก และที่พักอาศัยอยู่เกือบปี จน ในที่สุด กองทัพเรือ จึงได้ตั้งอัตรา หมวดทำลายใต้น้ำ ขึ้น เมื่อ ๑๘ ต.ค.๙๘ โดยเป็นหน่วยขึ้นตรง กองเรือยุทธการ  มีที่ตั้งปกติอยู่ที่ กองการฝึก กองเรือยุทธการ (กฝร.) โดย ร.อ.วิสนุ    ปราบศากุน เป็นรอง หน.หมวดคนแรก และรักษาราชการ หน.หมวดอีกตำแหน่งหนึ่ง จึงนับได้ว่า ท่านเป็น หน.หมวดทำลายใต้น้ำ  บก.กร. เป็นคนแรก ขณะนี้นับได้ว่าหมวดทำลายใต้น้ำ บก.กร. ได้จัดตั้งขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว โดยมีอัตรากำลังพลและกิจที่ได้รับมอบที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามแม้ว่าหมวดทำลายใต้น้ำจะได้รับการจัดตั้งจนเป็นหน่วยราชการหนึ่งของ กองเรือยุทธการแล้วก็ตาม แต่อาคารสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานยังไม่มี   บก.หมวดฯ ได้รับการจัดสรรให้อยู่ที่ห้องชั้นล่างปีกขวาของตึกม้าน้ำ     อันเป็นบ้านพักผู้บังคับการ กองการฝึก กองเรือยุทธการ  และในปี พ.ศ.๒๕๐๑ กองเรือยุทธการ จึงดำเนินการให้ หมวดทำลายใต้น้ำ มาขึ้นอยู่กับ แผนกปฏิบัติงานชายฝั่ง กองฝึกปฏิบัติการ กฝร.  แต่สถานที่ทำงานยังคงอยู่ที่อาคารเดิม สำหรับหมวดทำลายใต้น้ำ มีอัตรากำลังพลอยู่ ๒ หมวด คือ ๑ หมวดทำลายใต้น้ำ และ ๑ หมวดประดาน้ำ ( หมวดประดาน้ำไม่มีกำลังพลบรรจุ )  แต่ด้วยลักษณะการปฏิบัติงานรวมทั้งการฝึกต่างๆ ที่ต้องปฏิบัติเป็นความลับ ดังนั้นเพื่อการรักษาความปลอดภัยในด้านการรักษาความลับดังกล่าว ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ หมวดทำลายใต้น้ำฯ จึงย้ายไปอยู่ที่อาคารหมวดทำลายใต้น้ำที่เกาะพระ  ฝั่งตรงข้ามกับท่าเทียบเรือแหลมเทียน ฐานทัพเรือสัตหีบ ( อาคารอยู่บริเวณสะพานเทียบเรือด้านตะวันออกของเกาะพระ )  ในห้วงเวลาที่หมวดทำลายใต้น้ำได้เริ่มจัดตั้งใหม่ๆ นั้น หน่วย UDT ของสหรัฐฯ ก็ได้พัฒนาขึ้นเป็นหน่วย SEAL มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการได้อย่างไม่จำกัด ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ  (  SEAL ย่อมาจาก  SEA – AIR – LAND ) กองทัพเรือ ได้เล็งเห็นความสำคัญที่จะพัฒนาหน่วยรบพิเศษให้มีความก้าวหน้าเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ดังนั้นในปี พ.ศ.๒๕๐๙ กองทัพเรือ จึงอนุมัติหลักการให้หมวดทำลายใต้น้ำฯ พัฒนาขีดความสามารถให้ปฏิบัติงานได้เช่นเดียวกับหน่วย SEAL ของสหรัฐฯ ซึ่งหมวดทำลายใต้น้ำฯ ก็ได้ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวมาเป็นลำดับ จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๑๔ หมวดทำลายใต้น้ำฯ จึงได้รับการปรับปรุงอัตราการจัดเป็น แผนกปฏิบัติงานชายฝั่ง กองฝึกปฏิบัติการ กฝร. จัดกำลังเป็น ๒ หมวด ประกอบด้วย ๑ หมวดทำลายใต้น้ำ ทำงานแบบเดียวกับหน่วย  SEAL เรียกกำลังพลในส่วนนี้ว่า นักทำลายใต้น้ำจู่โจม และ ๑ หมวดทำลายใต้น้ำ ทำงานในลักษณะที่เคยเป็นหมวดทำลายใต้น้ำเดิม เรียกกำลังพลส่วนนี้ว่า นักทำลายใต้น้ำ  นอกจากการพัฒนาปรับปรุงด้านอัตราการจัดแล้ว การปรับปรุงเกี่ยวกับสถานที่การทำงานตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อรองรับอัตรากำลังพลที่เพิ่มขึ้นก็มีความจำเป็นเช่นเดียวกัน ดังนั้นในปี พ.ศ.๒๕๑๙ แผนกปฏิบัติงานชายฝั่งจึงย้ายที่ทำการไปอยู่อาคารใหม่ที่สร้างอยู่บริเวณด้านทิศตะวันออกของเกาะพระ ( อาคาร บก.กองรบพิเศษในปัจจุบัน )  และในปี พ.ศ.๒๕๒๘ แผนกปฏิบัติงานชายฝั่งฯ ก็ได้รับมอบอาคารหลังใหม่ ซึ่งใช้เป็น บก.แผนกฯ และที่ทำการของ หมวดทำลายใต้น้ำ  จู่โจมที่ ๑ ( ปัจจุบันคืออาคาร บก.นสร.กร. )  สำหรับอาคารหลังเก่าใช้เป็นที่ทำการของ หมวดทำลายใต้น้ำ  จู่โจมที่ ๒  ในด้านการปฏิบัติงานของแผนกฯ นอกจากการปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายแล้ว ยังมีการพัฒนาด้านวิทยาการต่างๆ ตลอดเวลา  มีการฝึกร่วมกับเหล่าทัพอื่นๆ และฝึกร่วม / ผสมกับกองทัพต่างประเทศ รวมทั้งสนับสนุนให้ข้าราชการได้มีโอกาสฝึกศึกษาและอบรมหลักสูตรต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศเพื่อนำวิทยาการต่างๆ มาปรับปรุงพัฒนาหน่วยให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น จากการดำเนินการดังกล่าวทำให้แผนกปฏิบัติงานชายฝั่ง ฯ มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการในสาขาปฏิบัติการสงครามพิเศษทางเรือหลากหลายยิ่งขึ้นกว่าเดิม ประกอบกับผู้บังคับบัญชา ได้กรุณามอบหมายงานในด้านต่างๆ  มากขึ้น ทำให้กำลังพลและอุปกรณ์ที่มีอยู่เดิมไม่เพียงพอต่อภารกิจที่ได้รับมอบหมาย กำลังพลเกิดความตรากตรำ อุปกรณ์มีสภาพชำรุดเนื่องจากการใช้งานที่มากเกินไป  ดังนั้นเพื่อความสอดคล้องกับภาระงานที่เพิ่มขึ้น ผู้บังคับบัญชาจึงได้พิจารณาเสนอขออนุมัติกำหนดอัตราหน่วยขึ้นใหม่ และ ใน ๑๘ มี.ค.๓๔ กองทัพเรือ อนุมัติให้ยกเลิกอัตราแผนกปฏิบัติงานชายฝั่ง กองฝึกปฏิบัติการ กฝร. และให้ใช้อัตรา หน่วยสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการแทน โดยให้เป็นหน่วยขึ้นตรง กองเรือยุทธการ มีอัตราการจัดเป็นหน่วยระดับกรม  ประกอบด้วย กองบังคับการ  กองรบพิเศษ ๑ – ๓  โรงเรียนสงครามพิเศษทางเรือ และกองสนับสนุน  จากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้มีกำลังพลสายวิทยาการมาปฏิบัติงานร่วมกับมนุษย์กบมากขึ้น อัตรากำลังพลของหน่วยในภาพรวมก็มากขึ้นแต่อาคารสถานที่ในการทำงานตลอดจนสิ่งสาธารณูปโภคต่างๆยังคงเหมือนเดิมจนถึงปัจจุบัน จากการปรับขยายอัตราและกิจที่ได้รับมอบหมายใหม่ ทำให้หน่วยสงครามพิเศษทางเรือฯ มีงานที่ต้องเปิดเผยตัวเองและงานที่สัมผัสกับประชาชนมากขึ้น

                    เนื่องจากหน่วยสงครามพิเศษทางเรือฯ มักจะได้รับมอบภารกิจจากหน่วยเหนือในลักษณะภารกิจเร่งด่วนอยู่เสมอ การเคลื่อนย้ายกำลังและอาวุธยุทโธปกรณ์จากเกาะพระมายังฝั่ง [LST RAMP] ค่อนข้างยุ่งยากและเสียเวลาเนื่องจากบางช่วงอาจมีคลื่นลมแรงหรือเป็นช่วงน้ำลง การนำเรือเข้าเทียบท่าเพื่อลำเลียงกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์จึงไม่สะดวก อีกทั้งอาจเกิดอันตรายและเกิดความเสียหายระหว่างการขนย้ายได้ ดังนั้นเพื่อให้การเคลื่อนย้ายกำลังและอาวุธยุทโธปกรณ์เป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็วสนองต่อภารกิจที่รับมอบ หน่วยสงครามพิเศษทางเรือ ฯ จึงเสนอขอย้าย บก.หน่วย ไปอยู่บนฝั่ง และใน ๑๙ พ.ค.๔๐  ทร. ได้กรุณาอนุมัติให้  หน่วยสงครามพิเศษทางเรือฯ ใช้พื้นที่บริเวณแสมสารเป็นที่ตั้ง บก.หน่วย แห่งใหม่  มีเนื้อที่ประมาณ ๔๐๐ ไร่ (โดยอยู่ในพื้นที่เดียวกันกับ กรมก่อสร้างพัฒนา ฐานทัพเรือสัตหีบ )  แต่เนื่องจาก กองทัพเรือ ยังไม่พร้อมด้านงบประมาณทำให้ที่ผ่านมาหน่วยสงครามพิเศษทางเรือฯ จึงยังคงปฏิบัติงานที่เกาะพระอยู่เช่นเดิม อย่างไรก็ตามแม้ว่าหน่วยสงครามพิเศษทางเรือฯ จะยังไม่มี งป.สร้างอาคาร บก.หน่วย แห่งใหม่ แต่หน่วยสงครามพิเศษทางเรือฯ ก็ได้เข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยการสร้างอาคารหอฝึกดำน้ำพร้อมสระว่ายน้ำเมื่อปี พ.ศ ๒๕๔๑ และ สร้างอาคาร บก.โรงเรียนสงครามพิเศษทางเรือ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๐ ในปี พ.ศ.๒๕๕๒ กองทัพเรือ ได้กรุณาอนุมัติแผนการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี งป.๕๒ ในการก่อสร้างอาคารกองบังคับการ หน่วยสงครามพิเศษทางเรือฯ และ โรงจัดเลี้ยง วงเงินประมาณ ๖๐ ล้านบาท ซึ่งคาดว่าภายใน เม.ย..๒๕๕๔ บก.หน่วยสงครามพิเศษทางเรือฯ จะย้ายไปอยู่ ณ พื้นที่หาดยาว (แสมสาร ) อย่างสมบูรณ์แบบ  นอกจากนี้ ใน ๗ ส.ค.๕๑ กองทัพเรือ ได้อนุมัติแก้ไขอัตรา หน่วยสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ เป็น หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ

 

               วันคล้ายวันสถาปนาหน่วยสงครามพิเศษทางเรือ

 

                    โดยทั่วไปหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะมีวันคล้ายวันสถาปนาหน่วย ซึ่งคำว่า สถาปนา โดยความหมายแล้วหมายถึง แต่งตั้งให้สูงขึ้น, ตั้งขึ้น, การแต่งตั้ง, การปลูกสร้าง, ฯลฯ จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าในการกำหนดวันคล้ายวันสถาปนาของหน่วยต่างๆ สามารถแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่ม คือ กลุ่มที่ ๑ กำหนดวันคล้ายวันสถาปนาตามวันที่ได้รับการอนุมัติจัดตั้งหน่วย (เป็นกลุ่มใหญ่)  กลุ่มที่ ๒ กำหนดจากวันที่หน่วยได้สร้างวีรกรรมที่เป็นเกียรติประวัติในการรบในสมรภูมิที่สำคัญ และกลุ่มที่ ๓ กำหนดจากวันเกิดของบุคคลสำคัญที่ได้สร้างคุณงามความดีหรือสร้างวีรกรรมที่โดดเด่นที่หน่วยนั้นๆเห็นสมควรที่จะนำมาเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติงานของหน่วย

                     หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ เป็นหน่วยกำลังรบที่ต้องปฏิบัติภารกิจด้วยความเสี่ยง ดังนั้นกำลังพลจะต้องมีความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ และมีความอดทนต่อความยากลำบากจึงจะทำให้ภารกิจสำเร็จลุล่วง ด้วยลักษณะของภารกิจที่มีความเสี่ยงดังกล่าว  กำลังพลของหน่วยจึงควรจะมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจมีแบบอย่างของบุคคลสำคัญ   ที่ได้สร้างวีรกรรมที่โดดเด่นด้วยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ในการปฏิบัติภารกิจ จากการศึกษาประวัติศาสตร์ ในการสร้างชาติและการกอบกู้เอกราชของพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ หน่วยสงครามพิเศษทางเรือฯ เห็นว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว เนื่องจากในการสร้างชาติของพระองค์ท่าน ด้านหนึ่งมาจากขีดความสามารถด้านการทหาร ที่สำคัญคือ ความสามารถในการทหารเรือ ทรงนำกองทัพเรือ จากจันทบุรีมายังกรุงธนบุรีและกรุงศรีอยุธยาจนกอบกู้เอกราชได้เป็นผลสำเร็จ ในการสงครามสมัยนั้นพระองค์ท่านได้ยกกองทัพเรือไปทำสงครามหลายครั้งและมีชัยชนะกลับมาทุกครั้ง การทำสงครามทางเรือสมัยนั้นเป็นเรื่องที่แปลกใหม่ จึงกล่าวได้ว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นผู้ทรงริเริ่มแนวความคิดในการใช้กำลังเชิงรุกจากทะเล หรือที่ชาวยุโรปและอเมริกัน ในปัจจุบันเรียกว่า “ Operation maneuver from the sea ” ซึ่งพวกเราทหารเรือทุกคนน้อมเคารพถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่านเสมอมา นอกจากนี้พระองค์ท่านยังมีพระปรีชาสามารถในด้านการสงครามพิเศษอันประกอบด้วย การรบแบบกองโจร การซุ่มโจมตี การรบในเวลากลางคืนและการรบในพื้นที่ชายฝั่งทะเล พระองค์ทรงใช้ยุทธวิธีของหน่วยรบขนาดเล็กกระทำการรบในลักษณะสงครามพิเศษ เข้าต่อสู้อย่างต่อเนื่องจนสามารถกอบกู้เอกราชและประกาศอิสรภาพให้แก่ชาติไทยได้สำเร็จ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๕ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีขาล ฉศก  จุลศักราช ๑๐๙๖ ตรงกับวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ.๒๒๗๗  ด้วยลักษณะอันเข้มแข็ง เฉียบขาด ตลอดจนพระปรีชาสามารถในการทำสงครามแบบกองโจรของพระองค์   ล้วนเป็นแบบอย่างที่นักทำลายใต้น้ำจู่โจมได้เทิดทูนและน้อมนำมาเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติภารกิจของหน่วยหน่วยสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ เสมอมา ดังนั้น หน่วยสงครามพิเศษทางเรือฯ จึงได้กำหนดวันที่ ๑๗ เมษายน ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนาหน่วย


เอกสารที่ใช้อ้างอิง

     ๑.บทความกว่าจะเป็นหน่วยสงครามพิเศษทางเรือ โดย น.อ.ภิญโญ    โตเลี้ยง ในหนังสือ ๓๘ ปีเกาะพระ

     ๒.บทความของ พล.ร.ท.พัน  รักษ์แก้ว  ในนาวิกศาสตร์

     ๓. บันทึก กบ.ทร.( กองการฐานทัพและอสังหาริมทรัพย์ ) ที่ ต่อ กบ.ทร.(ลับ) เลขรับ ๑๑๖๒ / ๔๐ ลง ๔ ก.ค.๔๐

     ๔.บันทึก ยก.ทร.(กองการจัด ) ด่วนมาก ลับมาก ที่ กห ๐๕๐๕ / ๗๔ ลง ๒๑ ก.ค.๕๑




Last Updated (Tuesday, 21 December 2010 02:38)

 
กองทุนพระเจ้าตาก
Please wait while JT SlideShow is loading images...
Photo Title 1Photo Title 2Photo Title 3Photo Title 4Photo Title 5
ภาพการฝึก
SEAL
สนามยิงปืน

SEAL In Action
การจัดการความรู้ (KM)
เครื่องล้างขวดอากาศ

เครื่องล้างขวดอากาศ

เครื่องล้างขวดอากาศ

เครื่องล้างขวดอากาศ

ผู้เยี่ยมชมขณะนี้
We have 3 guests online
บ้านพักรับรอง

house

เรือลอยอังคาร

Tis museum

TIS

ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด